WHAT'S NEW?
Loading...

อย่าปล่อยให้สายเกินแก้! สังเกตว่ากำลังเป็น โรคไต จากปัสสาวะ


Advertisements

อย่าปล่อยให้สายเกินแก้! สังเกตว่ากำลังเป็น โรคไต จากปัสสาวะ

โรคไต เป็นปัญหาสำคัญในระบบสาธารณสุขไทยและผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

ไตมีหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย สร้างสารที่มีประโยชน์ตลอดจนควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย และช่วยขับถ่ายสารแปลกปลอมที่ร่างกายรับมา


หากไตมีความผิดปกติทำงานไม่เต็มที่ของเสียต่างๆ จะสะสมและคั่งค้างจนเกิดเป็นภาวะไตวายถึงขั้นเสียชีวิตได้ จะสังเกตได้อย่างไรว่าไตทำงานผิดปกติ

ผู้ป่วยโรคไตในระยะแรกมักจะไม่มีอาการแสดงใดๆ เนื่องจากไตสามารถปรับการทำงานให้สมดุลได้แม้เหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์จากปกติแต่เมื่อใดที่การทำงานของไตลดเหลือ 25 เปอร์เซ็นต์จะเริ่มแสดงอาการต่างๆออกมา เนื่องจากไตทำงานหนักมาก โดยแสดงอาการผิดปกติของปัสสาวะ ดังนี้

-ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยทั่วไปแล้วหากไม่ได้ดื่มน้ำก่อนเข้านอน เมื่อนอนหลับไปแล้ว 6-8 ชั่วโมง มักไม่ต้องตื่นมาปัสสาวะกลางดึก เพราะกระเพาะปัสสาวะสามารถเก็บน้ำได้ถึง 250 ซีซี แต่ในคนที่เป็นโรคไตจะไม่สามารถหยุดการขับน้ำในกระเพาะปัสสาวะได้ จึงมักปัสสาวะบ่อยผิดปกติ และปัสสาวะกลางดึก

-ปัสสาวะขัด คนที่เป็นโรคไตเวลาปัสสาวะมักจะมีอาการขัดหรือเจ็บ ต้องออกแรงเบ่งปัสสาวะ หรือมีอาการปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะสะดุดกลางคิน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือเป็นนิ่วใน ซึ่งพบมากในผู้หญิง

-ปัสสาวะเป็นฟองมาก ปกติเวลาที่เราปัสสาวะจะมีโปรตีนไหลปนออกมาด้วย โปรตีนนี้ทำให้เกิดฟองสีขาว หากเวลาปัสสาวะแล้วมีฟองสีขาวออกมามากกว่าปกติ อาจเป็นอาการบ่งชี้ของโรคไต

-ปัสสาวะเป็นเลือด หากปัสสาวะออกมาแล้วมีสีแดงคล้ายเลือด หรือสีสน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณเตือนว่ามีเลือดออกมาปนกับปัสสาวะ โดยเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีนิ่วในไต ไตอักเสบ หรือเนื้องอกทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไต จึงควรตรวจร่างกายประจำปีเพื่อคัดกรองโรคไตเบื้องต้น ที่สำคัญควรระมัดระวังพฤติกรรมการกินที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารหวาน มัน เค็ม ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ควรซื้อยาทานเอง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไต

ขอบคุณข้อมูลจาก...กรมการแพทย์

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น